個人檔案~•Welcome to my food soc...相片部落格清單 工具 說明

Pongwichit Thanan

職業
11 December

ธนัญญ์ ผู้ชายที่ไม่ดีสักเท่าไหร่......

                   เอ่อ ไม่ได้อัพนานมากๆ ทิ้งร้างจนใยแมงมุมขึ้น เลยมาปัดกวาดครับ..... ประเด็นในการอัพวันนี้คือ ว่าง ว่างแบบงานเหลือเพียบ แต่ทำตัวให้ว่าง เพราะขี้เกียจทำ............. ตลอดเวลาที่ทำสเปซมาครับ ผมมักโดนต่อว่าในเรื่อง "ป่าน อัพอะไรเยอะแยะ" "ไอ้ป่านทำไมมันยาวจัง" "ทำไมสเปซแกมีสาระจังวะ" "ข้อมูลเพียบอีกตามเคยนะป่าน" เพราะฉะนั้น วันนี้ ที่ผมว่าง (ผมไม่ค่อยว่างหรอก หลายคนรู้ดี) เพราะงั้น การอัพสเปซครั้งนี้ จะไร้สาระสุดๆ และสั้นสุดๆครับ
 
 
หัวข้อวันนี้ "ธนัญญ์ ผู้ชายที่ไม่ดีสักเท่าไหร่......"
                       หลายคนชอบชมผมว่าดีคับ ดีอย่างงั้น ดีอย่างงู้น ที่จิงแล้ว ผมไม่ดีเลยคับ จิงๆนะ ผมมีข้อเสียที่แย่ๆ หลายเรื่องเลย ผมมาลิสต์ให้ดูคับ
 
 
 
                   1. ผมเป็นผู้ชายที่อยู่แต่กับเรื่องกินๆนอนๆ !!!! ก็นั้นนะสิครับ !!!!!   มันช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ ที่ผมเป็นแบบนี้ก็เพราะสาเหตุที่ว่า ผมนั้นนะ ชอบทำอาหาร สนใจด้านอาหาร และเรียนด้านการโรงแรมนั้นเอง นี้แหละครับ ผมเลยอยู่แต่เรื่อง กินๆ นอนๆ
 
                   2. ผมมันเป็นพวกคนที่ชอบปั้นน้ำเป็นตัว !!! แย่นะครับ คนแบบนี้ ไม่ไหวเลย แต่ผมคงเลิกไม่ได้น่ะคับ ผมรักที่จะเป็นแบบนี้ เพราะผมคงหยุดที่จะทำ ไอศครีม กวนคัสตาร์ด อบเค้ก  หรือ ทำซอส หรือ แยม ผลไม้ไม่ได้ ขอโทษนะครับ ที่ต้องทำให้ของเหลวเป็นของแข็งบ่อยๆ ผมมันพวกชอบปั้นน้ำเป็นตัวนินา
 
                   3. ผมมันเป็นพวกคนชอบสร้างภาพ !!! ไม่ดีเลยนะครับ คนพวกนี้ แย่มากๆ แต่ผมก็ทำไงได้ ตอนนี้ผมติดการถ่ายรูปงอมแงมจิงๆ มีโปรแกรมจะซื้อกล้อง D-SLR ด้วยสิ สนุกมากเลยครับ ผ่อนคลายสุดๆ รู้สึกดีกับการสร้างภาพ เฮ้ออ ถ้าผมไมได้ไปสวีเดน ผมคงไม่ได้เปนคนชอบสร้างภาพหรอกครับ ขอโทษด้วย
 
                   4. ผมมันหมกหมุ่นกับเรื่องบนเตียง !!! ผมนี้แย่มากๆ ทำไมต้องหมกมุ่นนะรึ เราะว่าตอนนี้ผมเรียน วิชา งานส่วนแม่บ้าน ของภาคอยู่คับ แล้วมันมีสอบปูเตียง มีรายงานปูเตียงด้วย กลัวคะแนนแย่อ่ะครับ เลยต้องหมกหมุ่นไหน่อย ขอโทษนะครับ ที่ผมสนใจเรื่องบนเตียงมากไป
 
                    และข้อสุดท้าย
 
                   5. ผมมันคนไม่เก่งเลขข !!! ผมนี้เป็นคนที่แย่นะครับ คนที่จะเก่งเลขได้นั้นต้องสามารถคิดวิเคราะห์ได้เยอะ และที่สำคัญ ต้องคิดได้หลายๆแบบ ผมนั้นอ่ะ คิดได้แค่แบบเดียวทำนั้น คือ การคิดเลขในใจ....... เพราะผมน่ะ คิดนอกใจใครไม่เป็น อิ้ววว ><
 
ปล.    สะใจไหมหละ 5555
ปล 2. ข้อแรก ไม่ใช่สาเหตุที่ผมอ้วนนะ กินๆนอนๆ อ่ะ อย่าเข้าใจผิด
ปล 3. นานๆอัพแบบนี้ก็ รู้สึกดีนะครับ
ปล 4. คนที่รู้จักผม คงคิดว่าผมไม่สบาย.... สบายดีครับ ฮา
ปล 5. คิดถึง.....จังเลยอ้า
28 September

ปิดปรับปรุง "ธนัญญ์ พงษ์วิจิตร" ไม่มีกำหนดเสร็จ

 เฮ้ออ.....อกหักอีกแล้วครับ = ="
 
                   ในที่สุด ก็ได้กลับมาอยู่โหมดเหงาๆ ไปเที่ยวคนเดียว ดูหนังคนเดียว ทานข้าวคนเดียวอีกครั้งหนึง ขอพูดเรื่องความรักที่พึ่งผ่านมาสักนิด ทุกคนคงรู้ว่าผมชอบใครอยากโคตรๆ แล้วมันก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสักที ทีจริงรักครั้งนี้ทุกคิดว่าเป็นครั้งใหม่สำหรับผม ที่จริงแล้ว ครั้งนี้.....เป็นครั้งเก่านะคับ ผม"เคย"ชอบเขาตั้งแต่ ป.4 จนถึง ม.2 แต่ก็ไม่ได้บอกอะไร จนลืมได้ในที่สุด เพราะหลังจาก ประถม เราแทบไม่ได้คุยกันเลย และหลังจาก ม.3 เขาก็หายไปจากชีวิตผม 5 ปี และกลับมาอีกครั้ง ไม่แปลกหรอกที่ความรักมันจะกลับมาใหม่ เอาเถอะครับ เธอมีความสุข มีอะไรดีๆแล้ว ผมก็สบายใจ (ไม่ได้ทำเปนพระเอกนะ เพราะพระเอกมันไม่อกหักกันหรอก เอาเป็น ตัวร้ายที่แสนดีแล้วกันคับ ฮา....)  หลังจากนี้ ต้องกลับมาเหงา เศร้า เบื่อ ทำแต่งาน ไม่มีกำลังใจ อยู่คนเดียวอีกแล้ว เบื่อที่สุดเลยจริงๆนะ ไอ้อารมณืเนี่ย -*-
 
แต่อย่างน้อย มันก็เป็น 1 เดือนที่มีความสุข
 
                       ผมเคยบอกหลายๆคนว่า ผมมีหลายอย่างในชีวิตแล้ว ผมไม่ค่อยอยากได้อะไรเท่าไหร่ ความฝันสูงสุดในสายงานด้านอาหาร ผมก็มาได้เกินครึ่งทางแล้วนะ สิ่งที่ขาดอยู่อย่างเดียวก็คือ "ความรัก" นั้นเอง   ผมเนี่ยไม่เคยจะประสบความสำเร็จในเรื่องนี้เลยจริงๆ แฟนก็ยังไม่เคยมี เบื่อครับ เคยมีหมอดูบอกว่า ตลอดชีวิตผมจะมีแฟนได้แค่คนเดียว แต่ผมต้องหาเอง ให้เจอก่อนอายุ 26 ...... แล้วมันจะเจอไหมเนี่ยยยยย ไม่เจอก็ โสดตลอดชีวิต เปนการทำนายที่ฟังแล้วเครียดเป็นระยะๆๆ จริงๆ หลังจากอกหักมาตลอด ผมได้ปรึกษาใจตัวเอง เพื่อนๆ รุ่นพี่ๆ รวมไปถึงคนที่ผมเคยชอบ "ทำไม"  "เพราะอะไร" "ไม่ดีตรงไหน" สรุป ผมก็คงต้องทำอะไรสักอย่าง
 
ปิดปรับปรุง "ธนัญญ์ พงษ์วิจิตร" ไม่มีกำหนดเสร็จ
                   ผมตัดสินใจว่าผมจะเปลี่ยนตัวเองใหม่หมดใน 4 ประเด็นใหญ่ด้วยกัน
 
                             1. ผมจะทำการ re-organise ตัวเองใหม่ทั้งหมด จะไม่มีอีกแล้วครับ ผู้ชายที่แสนดี ที่ทุกคนเคยเห็น จะเปลี่ยนไปแน่นอน แต่ผมไม่ได้จำทำตัวเลวหรืออะไรนะ ยังคงเหมือนเดิม แต่อารมณ์ที่ดูเป็นผู้ชายใจดี แสนดี จะไม่มีอีกแล้ว ผมเคยคิดว่าการเป็นผู้ชายใจดี แสนดี ทำให้ดูดี แต่มันกลับกลายเป็นการฆ่าผมตาย อ้อมๆ รูปร่างหน้าตาผมก็ใช่ว่าดูเปนคนใจดีนะ conflict กันชัดๆ  พูดๆง่าย ผมจะทำตัวให้เหมือนผู้ชายปกติให้มากขึ้น นั้นเอง
 
                       2. หันมารักตัวเองบ้าง ผมเนี่ยโดนแม่ผมด่าตลอด "แกไม่รักตัวเองแล้วจะไปรักใครได้" ฟังจนเบื่อเลยนะ ผมไม่ค่อยรักตัวเองจริงๆ ยาผมไม่เคยกินเลยเวลาไม่สบาย อย่างกระดูกที่มันแตกที่ขาซ้าย ผมก็ไม่กินยานะ = = ถอดเฝือกไปทำค่ายต่อซะงั้น มันคงจะหายหรอก (ตอนนี้เลยเจ็บๆเลย) แต่เวลาคนรู้จักไม่สบาย ไปซื้อยาให้    ผมคงแคร์ความรู้สึกคนอื่นมากไป จนไม่มีเวลาให้ตัวเอง  ตั้งแต่นี้ ผมต้องทำอะไรดีๆให้ตัวเองบ้าง รักตัวเองให้มากขึ้น
 
                       3. ลดน้ำหนัก จริงๆ ประเด็นสำคัญมาจากโดนคนที่ผมชอบล่าสุดบอกว่า "อ้วนจัง" ผมก็เกิดลูกฮึกลงเลยครับ ตอนนี้ก็ลงไป 6-7 โลแล้ว ผมจะลดลงไปอีก ผมทานข้าวน้อยลงมากๆ วันละ 1-2 มื้อเท่านั้นเอง และผมพยายามไปฟิตเนสให้ได้มากที่สุด ภายในตารางเวลาที่แน่นชะมัดยาด แต่คาดว่าปิดตอนตุลาคม นี้ คงได้ไปทุกวัน ฟิตเนสมหาลัยครับ ดีใช้ได้เลย ที่สำคัญไม่แพง การออกด้วยเครื่อง ทำให้ได้ออกกำลังกายได้ดี และไม่ทรมานเหมือนออกปกติด้วย (พึ่งรู้)
 
                      4. ผมจะ Down-sizing ตัวเอง การดาว ไซซิ่งคือการลดความยิ่งใหญ่ของ องค์กรต่างๆให้เล็กลง เพื่อบริหารง่ายขึ้น ผมจะทำบ้าง ผมจะลดทุกอย่างที่ผมเคยทำ งานไหนเลิกได้ จะเลิกให้หมด ก่อนหน้านี้ ผมทำงานจนไม่มีเวลาแม้แต่ อยู่บ้าน แม้แต่นอนหรือทานข้าว พอละครับ ผมทำเท่าที่จำเปนจริงๆ ที่คาดว่าเหลืออันสุดท้ายคือ ประธานภาควิชา ตอนนี้ แต่ก็อยากได้คนมาทำแทนนะ (CS ที่เข้ามาอ่าน ใครก็ได้ปฏิวัติผมทีเหอะ) เพราะงั้นงานที่ปรึกษา งานบ้างานบอ เลิกให้หมด คงเหลือแค่ประธานภาค กับ งานสอนพิเศษ แค่นั้นเอง ไม่เอาแล้วครับ ทำงานจนไม่มีแฟนกันเลยทีเดียว
 
                      นั้นแหละครับ ผมจะทำการปิดปรับปรุงตัวเองใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ หวังว่าเมื่อเรียบร้อยและเสร็จสมบูรณ์ อะไรๆมันคงจะดีขึ้นบ้าง มันคงไม่เหงาแบบนี้  ก็แค่หวังอ่ะนะครับ แต่หวังว่ามันจะทำได้สำเร็จ   โอเคไม่รู้จะพูดไรแล้ว ขอบคุณที่อ่านมานะครับ สวัสดี
26 June

Hmmm ! I'll never walk alone ? ? ? ?

 
 
"พี่ป่านยังไม่มีแฟนหรอค่ะ"
                คำถามจากรุ่นน้องคนหนึ่งในภาควิชาคนหนึ่งเมื่อตอนบ่าย หลังจากที่นั่งคุยกันสักพักแล้วผมเผลอบอกเรื่องๆนึง  "ไปMajor หละนะ" จากนั้น "พี่ป่านจะไปกับใครหรอ" แล้ว "พี่ไปคนเดียว" และแล้ว "อ้าว พี่ไปคนเดียวเลยหรอ ครั้งแรกป่าวเนี่ย"  และ "ใช่ พี่ไปบ่อยจนชินแล้วหละ" และจากนั้น ประโยคสีแดงข้างบนก็โผล่ขึ้นมา ...................... เฮ้อ......
 
                  จริงผมก็ยอมรับเหมือนกันนะ ว่าผมไปเที่ยวคนเดียวจนเป็นนิสัยแล้ว นั้นเพราะว่า หลายคนจะทราบว่าผมทำงานหนักมากพอสมควร ไม่รู้จะเป็นงานที่สาธิตเกษตร(ที่ตอนนี้หมดลงไปแล้ว) งานที่คณะ และงานบ้าๆบอๆ ทั้งหลาย ทำให้ตัวผมเองแทบจะไม่มีเวลาที่จะหาเวลาไปพักกับเขาบ้าง ไม่ได้ไปเที่ยวไกลๆ หรือพักผ่อนอะไรเหมือนคนอื่นๆเขา ทะเลผมไม่ได้เหยียบมาหลายปีเหมือนกัน เพราะปิดเทอมทีไรก็ไม่ได้ว่างไปซักที มีโอกาศได้ไปเที่ยวเมืองนอกฟรีปีละ 2 ครั้ง ก็ไม่ได้ไปมาหลายปีแล้ว งานตลอดปิดเทอมวันเยอะจนตารางเวลาแน่นไปหมด แต่ก็ดีที่มีอะไรให้ทำ แต่งานที่มันเยอะขนาดนี้ ปัญหาต่างๆเข้ามาเสมอ รวมไปถึงปัญหาจากตัวเอง ความรักต่างๆ พูดตรงๆว่า ผมคงทนทั้งหมดไม่ไหว ตลอดเวลา 3 ปีที่งานเยอะ ทำให้ผมต้องหาทางออกด้วยการ พักผ่อนแบบนี้
 
                 ตัวผมเองชอบการดูหนังมาก มันเป็นอะไรที่ผ่อนคลายสุดๆ แล้วชอบที่จะหาอะไรดีๆทาน เนื่องจากเป็นคนใส่ใจในการกินมากๆ สองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทำให้วันๆนึง ผมรู้สึกมีความสุข ดังนั้น ผมจึงจะหาวัน 1 -2 วันในแต่ละอาทิตย์ ออกไปพักผ่อนแบบนี้อยู่เสมอๆ  หลายคนก็คงสงสัย ว่าทำไมผมไม่ไปกับเพื่อนหรือรุ่นพี่รุ่นน้องหละ (เพราะยังไงก็ไม่มีแฟนให้ควงไปไหนต่อไหนเหมือนคนอื่นเขา) ประเด็นนี้น่าสนใจครับ คงเป็นเพราะว่า ชีวิตคนเรามันมักว่างไม่ตรงกัน ทำให้ผมต้องมาคอยเบื่อกับการว่าคนนี้ไปได้คนนี้ไปไม่ได้ อ่ะคนนั้นไม่ไปงั้นไม่ไปด้วยดีกว่าแบบนี้ เพื่อนซี้ผมหลายๆคนก็ว่างไม่ตรงกัน รวมไปถึงเวลาไปหลายๆคน นานาจิตตัง คนนั้นจะทำไอ้นี้ คนนั้นทำไอ้นั้น มันก็ลงเองว่าผมก็ต้องคอยตามเขาไปทุกทีๆ แต่การไปเอง เมื่อเกิดอารมณ์ครึ้มอย่างไปเมื่อไหร่ก็ไป ไม่ต้องมาวุ่นวายไปดีไม่ไปดี กับคนอื่น แต่ผมไม่ได้ Anti การไปเที่ยวกับเพื่อนๆนะครับ มันมีความสุขไปอีกแบบ เวลาได้ไปกับพี่ๆน้องๆในชมรม หรือ เพื่อนที่สนิทจริงๆ
 
               ส่วนมากที่ผมไปมักไม่พ้น Major รัชโยธิน เพราะเป็นสถานที่ความบันเทองที่ครบครันและใกล้มหาลัยของผม ผมมักหาวันว่างที่เลิกเรียนตอนเที่ยงไปดูหนังเสมอๆ อาทิตย์ละครั้ง หรือสองถ้าเครียดจริงๆ ส่วนมากก็ไปดูทีละเรื่องหรือสองแล้วแต่ว่าอาทิตย์นั้นมีหนังน่าดูกีเรื่อง บางครั้งผมดูถึง 4 เรื่อง ในวันที่เครียดมากจริงๆ หาอะไรทาน "คนเดียว" MK, Sizzler, Oishi, Pizza Hut, etc ผมทานคนเดียวมาตลอด หาการ์ตูนหรือหนังสือไปอ่านด้วยสักเล่มเสมอๆ ก่อนกลับต้องหาน้ำ smoothies ทาน ลองดูก็ได้ครับ ผมรู้สึกว่าการได้ทานสิ่งนี้ มันทำให้โลกสดใสกับมีความสดชื่นขึ้นมาทันที  
 
              หลายคนอ่านมาถึงตอนนี้คงคิดในใจว่า "ไม่เหงาหรอ" ที่ต้องไปไหนมาไหนคนเดียว ผมขอตอบครับ ว่ามันเหงา เหงามาก เหงาจนบางครั้งกลับมานั่งซึมก็มี มันแล้วแต่กรณีเหมือนกัน ในบางครั้งจะรู้สึกเหงาและว้าเหว่ บางครั้งเห็นคนอื่นเดินจูงมือมากับแฟน ไปเที่ยวด้วยกัน ผมก็แอบอิจฉา เมื่อเห็นเขานั่งกุมมือกันข้างๆ ก็ยิ่งอิจฉาเข้าไปใหญ่ บางครั้งที่คู่ข้างหน้าเอาหัวชนกัน เห็นบริเวณคอเป็นรุปหัวใจคว่ำ ก็ยิ่งแอบน้อยใจตัวเองอยู่เหมือนกัน พูดตรงๆ ผมก็อยากมีโอกาศแบบนั้นบ้าง แต่นั้นแหละ ไม่เคยมีแฟนเลย มันก็คงเป็นฝันลมๆแล้งๆ แล้วฝันนี้คงอีกนาน กว่าจะเป็นจริงได้ ไม่เคยมีครั้งไหนที่ไปเที่ยวคนเดยวแล้วรู้สึกดีหรอกครับ แต่อย่างน้อยมันก็แก้เครียดหรือลืมสิ่งต่างๆ ออกไปจากหัวตัวเองได้เหมือนกัน ผมจึงยังคงเที่ยวคนเดียวเรื่อยมา ถึงแม้มันก็เป็นสร้างความสบายให้ร่างกาย แต่จิตใจ ก็พังลงไปเรื่อยๆ ทุกทีๆ (ไม่แนะนำให้ทำตามแต่อย่างใดนะครับ)
           
           ในไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้นับการเที่ยวคนเดียวมาตลอดระยะเวลา 3 ปี และตอนนี้ มันเป็นครั้งที่ 103 แล้ว น่าทึ่งใช่ไหมครับ ที่ผมเที่ยวคนเดียวจนชินแบบนี้ ผมยังคงดำเนินชีวิตแบบนี้ต่อไป มันอาจจะเปลืองเงินบ้าง แต่อย่างน้อย มันก็เป็นความสุขเดียวเล็กๆของผม............. รออยู่เหมือนกันครับ ว่าเมื่อไหร่ผมจะหยุดการเที่ยวคนเดียวแบบนี้ซักที อย่างให้เวลานั้นมาถึงเร็วๆเหมือนกัน
            
12 June

ค่ายพลังลูกบาศก์'49 (Cubic Spirit Camp 2006)

 
                                    เฮ้อ....... เมื่อคืนผมนอนหลับไปตอน 2 ทุ่ม นิดๆ และตื่นมาอีกทีตอน บ่าย 3 โมงเย็น รวมถึงสิ้น 19 ชั่วโมงเป็นการนอน ที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่เคยทำมาในประวัติศาสตร์การเป็นคนของผม ตื่นมาในสภาพที่ยังเหนื่อยและล้าสุดๆ หลายคนคงคิดว่ผมไปค่ายมาเป็นอาทิตย์แน่ๆ แต่จริงแล้วไม่ใช่ ..... จิงๆมันแค่สามวันเท่านั้น และมันก็คือ
 
"ค่ายพลังลูกบาศก์'49 (Cubic Spirit Camp 2006)"
 
                                     ค่ายนี้มีเวลาเตรียมการน้อยมากๆ และก้เหนื่อยกันสุดๆ ช่วงเตรียมงานก็เผชิญกับปัญหามากมายมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนผู้เข้าร่วมที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้แก้แผนงานอาหารจนปวดหัวไปหมด หรือว่าเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดและรีบเร่ง หรือช่วงเวลาที่จัดทำให้ พี่คนงานและ บริษัทที่รับทำอาหารตัดสินใจไม่ทำให้ รวมไปถึงงานเลี้ยง (นี้คือสาเหตุว่าทำไมถึงเป็นข้าวกล่องทุกวันๆ)  ปัญหาต่างๆ เข้ามาทุกวันๆ จนบางทีรู้สึกขนาดว่าไม่อยากที่จะทำค่ายนี้อีกแล้ว แต่อย่างที่รู้ๆว่า อุโมงค์มืดๆที่ถูกสร้างขึ้นมา ไม่มีอันไหนที่ไม่มีทางออก ทุกปัญหาถูกแก้ไข และในที่สุดก็ได้ทำ  ในตอนแรก ตัวผมเกือบไม่ได้มาทำค่ายนี้เนื่องจากมีปัญหากับทางบ้านและไม่สบายซึ่งก็ค่อนข้างรุนแรง แต่แล้วก็ได้มาในที่สุด ผมคงไม่ขอเล่าว่าวันนึงๆๆๆทำไรบ้างแล้วกัน เพราะคนที่เข้าคงรู้อยู่แล้วเอาเป็นความรู้สึกแล้วกันนะ
 
 
                                      สำหรับค่ายนี้ก็เป็นค่ายที่ศิษย์เก่า จัดให้น้องๆในชมรม เผื่อที่จะสอนงานและปลูกฝังความคิด อุดมการณ์ต่างๆ รวมไปถึงความรักและความผูกพันในชมรมวิชาการนักเรียน ค่ายนี้ถือเป็นค่ายทีดีมากในสายตาของคนอย่างผม คงเป็นเพราะผมเห็นชมรมมาตั้งแต่วันแรกที่สร้างขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของมันมาตลอด ภายใต้อุดมการณ์ดีๆและความรักความผูกพันที่สุดจะประทับใจ ผมอยากเห็นภาพแบบอดีตที่เคยเป็น ยังคงพัดผ่านไปทุกวันๆ แต่มีบุคคลท่านนึงได้กล่าวว่า จงอย่าเดินไปตามเส้นทางของคนรุ่นเก่า จงเดินตามรอยเท้าของคนรุ่นใหม่ มันก็เป็นอะไรที่ถูกนะ แต่ถ้าเราเดินในทางเดินใหม่ ภายใต้อุดมการณ์ที่ดี และมีเป้าหมาย มันคือสิ่งวิเศษ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างดี...... พูดตรงๆว่าอยากอยู่ชมรมนี้ไปตลอด ทำงานแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ ท่าทางมันก็คงจะเป็นไปไม่ได้แล้ว  
 
                                   ในค่ายนี้ ผมเป็นหัวหน้าฝ่ายสวัสดิการที่รับหน้าที่ด้านอาหาร สถานที่ และ โสตทัศนะ และนี้ก็เป็นค่ายที่ 11 ที่ผมทำตำแหน่งนี้ 5555 ในตอนแรก ผมเกือบจะไม่ได้มาแล้วด้วยซ้ำ เพราะไม่สบาย กับมีปัญหานิดหน่อย ก็ทำใจแล้วว่าจะไม่มา แต่สรุปปัญหาขงฝ่ายนี้เยอะเหลือเกิน คงเป็นเพราะจัดในช่วงวันหยุดพอดี ทำให้ไม่มีพี่คนงานหรือแม่ครัวมาทำให้ โชคดีมากๆที่พี่คนงานที่สนิทกันมาช่วย ทำให้ ผ่านไปได้ ข้าวก็เลยต้องเป็นข้าวกล่อง เพราะไม่มีแม่ครัวมาโรงเรียน ยังดีที่ร้านรับจัดเลี้ยงยอมมาทำงานเลี้ยงให้ในราคาที่ไม่แพงมาก ทำให้งานผมราบรื่นขึ้นเยอะเลย รวมไปถึงฝ่ายสถานที่ ที่พี่ช่าง กับ พี่สำเนียงยอมมาช่วย ทำให้ค่ายนี้จัดได้ในที่สุด
 
                                 งานในค่ายเหนื่อยชะมัดเลย ผมต้องตื่นตั้งแต่ ตี 5 ครึ่ง มารอข้าวเช้า และต้องเตรียมงานเลี้ยงที่ใหญ่มากๆ 1 งาน โคตรเหนื่อยเลย 5555 ดีที่ไม่ได้ลงไปทำกิจกรรมอะไร ไม่งั้นคงนอนตายแน่ๆ ในค่ายเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในช่วงบ่ายวันแรก เพราะติดทำเสนองานวิจัยกระทันหัน ไม่งั้นคงจะได้เจออะไรสนุกๆ ตั้งแต่แรกๆ แถมสตาฟก็น้อยมากและบางคนเบี้ยว 555 ทำให้เหนื่อยกันไปถ้วนหน้าทีเดียว กิจกรรมต่างๆก็ออกมาดีและแต่ละคนก็ได้คิดและฝึกฝีมือของตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ สิ่งที่ชอบคือการมีการสอนงานในแต่ละส่วนหรือสายงาน ทำให้เป็นการเปลี่ยนมุมมองในแต่ละฝ่าย ซึ้งผมว่าเป็นอะไรที่แจ๋วมากๆเลย ตลอดระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา งานและกิจกรรมต่างๆก็ทำให้เราหล่อหลอมความเป็น Cubic Creative เข้าไปมากขึ้น มากขึ้น
 
                                และงานใหญ่สุดก็มาถึง งานเลี้ยงขอบคุณ ที่ทำให้ผมบ้ากับมันไปเลย ที่นั่งเตรียมงานหลายวัน ไม่ได้ลงไปเล่นเควสด้วย เสียดาย แต่งานก็ออกมาดีๆมาก เพราะหลายๆคนช่วยกัน (และหลายคนก็เจอผมใน บทโหดไปด้วย) แต่งานออกมาดีกว่าที่คิดทั้งเรื่องจัดสถานที่ต่างๆ อาหาร งานพิธีการ ทำให้จบงานได้อย่างสวยงาม แต่น่าจะมี พลาด concept บางตัวไปบ้าง น่าเสียดาย หลังจบงาน ก็เหนื่อยสุดๆ กลับบ้าน และนอนตาย
 
 

 Special Thanks
 
1. อ สุมาลี : ที่ให้คำปรึกษาทั้งหมด และช่วยเตือนสติตลอดเวลา ทำให้งานนี้ออกมาสำเร็จ (ขอบคุณที่เป็นห่วงเสมอครับ)
2. อ สุรีพันธ์ : ถ้าไม่มีอาจารย์ ผมคงมาถึงจุดนี้ของงานสวัสดิการไม่ได้
3. อ สาธิต : ที่ช่วยจนทำให้เราสามารถจัดค่ายได้ (ขอโทษที่ทำ ฟิว ของแอร์ขาดครับ )
4. อ กอบสุข อ พิชญา อ พูนสุข : ที่ทำให้ค่ายนี้ดำเนินไปได้ และ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานเลี้ยงที่จนปัญญา
5. พี่คนงานฝ่ายอาหารและสถานที่ : ที่ยอมไม่หยุดกลับบ้าน มาช่วยผม
6. พี่นัท : ผู้สร้างแนวคิดของ Cubic Creative จัดค่ายนี้ ให้คำปรึกษา และ ช่วยเรื่องภาพเสียง ในงานเลี้ยง
7. พี่ชยุต : ที่ทำให้กิจกรมในค่ยเป็นรูปเป็นร่าง แถมช่วยผมสารพัดเลยในค่าย
8. โอ๊ต : ที่ช่วยทำทุกอย่าง เวลาพี่ต้องการความช่วยเหลืแ
9. มิงค์ และ ตาล : ผู้ที่ทำให้งานเลี้ยงฝ่ายพิธีการเกิดขึ้น
10. ยุ้ย : ลูกสาวสุดที่รัก ที่ช่วยดูงานเลี้ยงฝ่ายอาหาร
11. จันทรีและ แพรวสวย : ที่เป็นฝ่ายประสานงานที่ยอดเยี่ยมในงานเลี้ยง
12. รุ่นน้องทุกคนในชมรม : ที่ทำให้งานเลี้ยงเป็นไปได้อย่างเป็นระบบ และ ทำให้พี่เห็นจุดยืนของชมรมในรุ่นต่อๆไป
13. พี่ศิษย์เก่าทุกคน : ที่กลับมาช่วยงานตรงนี้กันอย่างเต็มที่และเหน้ดเหนื่อย
14. Cubic Creative : ที่สร้างสิ่งดีๆน่าประทับใจให้ผมมาตลอด 3 ปี ขอบคุณมาก
25 May

ปัจจัย 11 ประการ ที่ทำให้ผมเกลียดหน้าฝน!!!

อดทนเวลาที่ฝนพรำ อย่างน้อยก็ทำให้เรา ได้เห็นถึงความแตกต่าง 
เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ
 
                      เพลง"ฤดูที่แตกต่าง" ของผู้ชายโรแมนติก บอยด์ โกษิยพงศ์ นักแต่งเพลงที่ผมชื่นชอบมานาน แต่งเพลงๆนี้ ภายใต้เสียงร้องของ นภ พรชำนิ นักร้องที่ผมชื่นชมคนหนึ่ง พูดได้ว่าเพลงๆนี้คือหนึ่งในเพลงโปรดของผม และมีความหมายดีสุดๆในการให้กำลังใจ จนผมแอบเอามาลองฮัมเพลงเองบ่อยๆเวลาอยู่คนเดียว เพลงที่เกี่ยวกับสายฝน มีไม่มาก แต่เพลงที่บรรยายความรู้สึกดีๆได้นั้นยิ่งมีน้อยลงไปอีก แต่สำหรับตัวผมแล้ว ฤดูฝนเป็นฤดูที่ผมเกลียดที่สุดในทั้งไม่กี่ฤดูของไทย ปัจจัยสารพัดที่ทำให้ผมเกลียดหน้าบ้าๆนี้ มาดูกันครับ (ตอนเขียนสเปซนี้ ฝนก็ตก)
 
1. ฝนตกมันทำให้เปียก !!!!
ฝนเกิดจากกลั่นตัวของไอน้ำบนฟ้า มาเป็นหยดน้ำ ตกลงสู่พื้นดิน มันเปียกครับ เสื้อผ้าเละ กระเป๋าต่างๆเปียกไปหมด จิงๆก็ไม่ได้อะไรมากมายในข้อนี้เพราะหลายคนคงเห็น ผมชอบเดินลุยฝน ไม่ได้อยากเล่นอะไรหรอก แต่แบบนะ เสียเวลามากๆที่ต้องยืนรอ เกลียดการรอคอยมากๆ ผมเลยเดินลุยเลย ถ้าไม่ถึงพายุวัวปลิวได้ ฝนหยุดผมไม่ค่อยได้หรอกครับ
 
2. ฝนตกทำให้ออกจากบ้านลำบาก
สำหรับคนที่ยังขับรถไม่แข็งแบบผม การเดินและขึ้นรถโดยสารต่างๆ เป็นวิธีที่ทำบ่อยๆ พอฝนตก ผมมักขี้เกียจเดินออกจากบ้าน มอเตอร์ไซค์ไม่ค่อยมี รถก็ขึ้นลำบาก ทางเดินเฉอะแฉะ ที่สำคัญ รถเมลย์แบบไม่ปรับอากาศเวลาฝนตก ต้องปิดหน้าต่างมันก็จาอับๆ หายใจไม่ออก พอคนเยอะๆ ยืนเบียดๆกันนะ ผมลงเดินทุกทีเลย ทนไม่ได้ จะขาดใจตาย = =
 
3. ฝนตกทำให้ทำงานลำบาก
ฝนตกแต่ละครั้ง มีผลต่องานต่างๆ เปียกบ้างอะไรบ้าง ทำให้เราต้องหนีมันตลอด มันใหญ่มาจากไหนทำไมเราต้องหนี ....... แต่ก็แพ้มันทุกครั้ง ทำอะไรไม่ได้ = =
 
4. ฝนตกทำให้น้ำท่วมถนนหนทาง
เวลาฝนตกหนักๆ ตามหนทางต่างมักจะน้ำท่วม และส่วนมากทางเหล่านั้น ผมต้องเดินผ่านตลอดเลย แล้วเปนพวกติดใส่กางเกงขายาวกับผ้าใบ หรือเท้าหนัง มันก็ต้องเดินลุยจนเปียกเกือบหมดตลอด ไม่ชอบสุดๆ คือเห็นแล้วยอมรับตรงๆว่าลำบากใจที่จะเดินจริงๆ แต่มันก็ต้องเดิน = = ซวยชะมัด ผมเคนเกือบตายเพราะมอไซค์จะไหลตกบ่อน้ำโดยไม่รู้ตัวเพราะ น้ำมันเท่ากับถนนมาแล้วรอบนึงอะน่ากลัวมากๆ
 
5. ฝนตกทำให้ไฟที่บ้านดับ
คงเป็นเพราะพายุหนักๆ ทำให้ต้นไม้หักหรืออะไรหล่นไปโดนสายไฟ แล้วดับ และสังเกตไหมครับ ไฟต้องดับตอนกลางคืน เป็นอะไรไม่รู้ ชอบดับตอนกำลังสนุกกับทีวี หรือคอม และก่อนนอนเสมอ แอร์เปิดไม่ได้ ไฟเปิดไม่ติด ปั้มน้ำไม่ทำงาน ผมเกลียดข้อนี้เป็นอันดับต้นๆจริงๆนะ เป็นข้อที่ผมจะหงุดหงิดมากๆถ้าเกิดขึ้น
 
6.ฝนตกทำให้ผมตื่นสาย
หลายรอบแล้วครับ = =" ไปเรียนมหาลัยไม่ทัน ตอนนี้ยิ่งนาฬิกาปลุกไม่ค่อยดี ยิ่งแย่หนักเลย
 
7. มันมาพร้อมอสูรกายต่างๆนา!!!!
เห็นผมแบบนี้ ที่ดูเถื่อนๆ ถึกๆ ลุยๆ บ้าๆ แต่ถ้าเจอ กบ คางคก ผมก็ถอยเหมือนกัน จิงๆเกลียดมันมากเพราะเคยมีประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์เท่าไหร่ ทำให้เกลียดมากๆ โดยเฉพาะอึ่งอ่าง ผมเกลียดที่สุดในโลก ใครแกล้งผมจะเคืองตลอดชีวิต ไม่มีใครสัมผัสได้หรอกครับว่าโดนอึ่งอ่างเกาะฝ่ามือแล้วมองหน้าตอนล้างมือ มันทรมานขนาดไหน โอ้ยไม่อยากคิดถึงความหลัง (จำได้ว่าเคยไปบ้านปิงตอนมัธยมแล้วพอเย็นๆ สนามอย่างกับเป็นสวนของคางคก เยอะมากๆ อันตรายสุดๆ) แต่ผมชอบไส้เดือนนะ 555 มันมาช่วงนี้พอดี ปลาผมเลยอิ่มเลย นอกจากสัตว์ที่มากับน้ำแล้ว ยังมีสัตว์ที่หนีน้ำมา เช่นมด หรือ แมลงต่างๆ แมลงเม่า(ปลวกตัวผู้) มาเล่นไฟกันสนุก และที่สำคัญและชอบมากับน้ำหรือหนีน้ำมาคือ แมลงสาบ = =' มันเปนฤดูที่แมลงสาบบินว่อนมากๆ
 
8. มันทำให้คนเป็นหวัดและไม่สบาย
พออากาศเปลี่ยนคนก็เป็นหวัดกัน รักษาหรือดูแลไม่ดี ก็ติดกันหมด = =" น่าสงสารเนอะ รักษาสุขภาพกันด้วยครับผม
 
9. ฤดูฝนเป็นฤดูฉันเหงา
มันรู้สึกเหงาจิงๆนะ ลองสังเกตดู ฤดูเนี้ย มองฝนตกแล้วเหงาจะตายย เนอะ หมาน้อย  
ผมก็แอบเป็นบ่อยๆนะ (เพื่อนบางคนจะแย้งว่าไม่จริง แกเหงาทุกวันแหละป่าน) คือมันจาเหงามากกว่าวันอื่นๆอ้า >< เนอะๆๆ แมวน้อย
 
10. ฝนตกทำให้คนไม่หายหิว
ตอนทำค่ายอินโน เลิกงานดึกมากและหิวกัน ผม พี่นัทและพี่ๆอีกสองสามคน ตัดสินใจไป เซเว่นกัน แต่วันนั้นไฟดับ เซเว่นปิดหมด แต่มีเพียงเซเว่นเดียวที่ขาย !!! มันคือเซเว่นที่โรงนม แต่มันกลายเป็นเกาะไปแล้ว น้ำจากบ่อข้างๆที่มีแหนเขียวอื๋อดุจสนามหญ้าเอ่อล้นมาท่วมจนปิดสะพานข้ามหายไปเลย
เราพร้อมจะลุยสะพานอันนั้นกันจริงๆหรอ........พวกผมเลยต้องหิวโซไปกินปั๊มดาวข้างนอกกันอย่างทรมาน (คนอื่นจะเข้าใจไหมนะ)
 
11. ฤดูฝนทำให้คนที่ผมรัก เปียกและไม่สบาย
.......................... ฮา..... ตามชื่อน้าคร้าบบบบบบบ
 
นี้แหละครับ ทำให้ผมไม่ค่อยถูกกับหน้าฝน
แล้วคุณหละ ! ไม่ชอบหน้าฝนเหมือนผมรึเปล่า !
 
ปล. 1 ข้อความทั้งหมดนี้เป็นความจริง........บ้างไม่จริงบ้าง
ปล. 2  ข้อความทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับนางสาว วริษา สุนทรวินิต แต่อย่างใด
ปล. 3 เขียนสเปซจนฝนหยุดตกแล้ว
ปล. 4 ท่าทางฝนที่ตกจะเป็น ฝนไล่ช้าง แต่ไม่ต้องห่วง ผมไม่ไปไหน.......(หลายคนคงไม่เก็ต)
ปล. 5 ผมมีลูกสาวแล้วนะครับ กำลังบ้าเห่อมากๆ 5555 แต่ลูกคนนี้ไม่มีแม่ = ="
ปล. 6 ใครอ่านแล้วไม่คอมเม้น ขอให้แมลงสาบบินหนีฝนเข้าไปในบ้าน
ปล. 7 จาก ปล. 1 ปัจจัยข้อที่ 11 น่ะ อันนี้จริงแท้และแน่นอน ครับ 55555
ปล. 8 ชักจะเพ้อเจ้อละ ไปดีกว่า สวัสดีครับ  
 
13 April

Cubic Creative ..... Love and Memories

                   เฮ้ออ........ นานๆที ไม่เคยได้เขียนสเปซที่บรรยายอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่มีให้กับชมรมเลยนะ ทั้งที่อยู่มา ก็สามปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นแรก จนมาตอนนี้ ถ้านับดู ก็มีรุ่นที่เติบโตขึ้นมา ก็ 5 รุ่นแล้ว (รวมพี่เลี้ยงปีนี้อ่ะนะ) เห็นการพัฒนาและเติบโตขึ้นมาเรื่อย ตั้งแต่รุ่นแรก ที่รวมคนสุดยอดๆเข้ามา ก่อตั้งมาเป็นชมรม สร้างความสำเร็จได้ตั้งแต่ปีแรก ได้รางวัลยุววาณิช..... เฮ้ออ ยังจำวันที่ประกาศรางวัลได้อยู่เลยจำได้ว่าตอนนั้นมีความสุขมาก ดีใจสุดๆ (เกือบกระโดดกอดกับแก้ว) จนถึงวันนี้ วันเวลาเก่าๆในชมรมนั้น มันไม่ได้หายไปไหน ทุกครั้งที่ดูรูปถ่ายเก่าๆ มันยังวนเวียนเข้ามาในสมองทุกที ความทรงจำดีๆ มีให้เห็นอยู่ถมไป ไม่น่าเชื่อนะ แค่ค่ายไม่ถึงอาทิตย์ จะทำให้คนหลาย คนร้องไห้ที่ต้องจากกันได้ คิดไปก็แปลกดีเหมือนกัน คงเป็นเพราะความผูกพันมากกว่ามั้ง  เอาเป็นว่า สเปซนี้ มอบให้พี่ๆทุกคน เพื่อนๆ น้องๆทุกคน และชมรมที่รักของเรา Cubic Creative (อาจจะยาวหน่อยนะ)
สำหรับคนอื่นๆ อาจจะสัมผัสถึงความรักในนี้ไม่ได้ แต่ก็อยากให้อ่านนะคับ
 
           
                   ยอมรับครับ ว่าตัวเองเป็นคนที่เกลียดค่ายมากๆ ทำไมผมต้องไปลำบากด้วยหละ นั่งอยู่บ้านสบายกว่าเยอะ แล้วเป็นคนที่ไม่เคยเจอค่ายดีๆสักครั้ง ค่ายม.4 ผมก็เฉยๆ ไม่รู้สึกอะไรมากมาย จนมาถึง ม.5 จำได้เลย ปิงมาชวนเข้าทำค่าย ผมปฏิเสธไปอย่างไม่มีเยื้อใยว่า "งานของสายวิทย์อ่ะ กูไม่ทำหรอก"
 จนกระทั้งมีสมัครพี่เลี้ยงค่าย ฟันแค้มครั้งที่หนึ่ง ผมก็บอกว่าอยากทำนะ แต่ก็เป็นไม่ได้อยู่ดี จนในที่สุด ผมก็ทนการไหว้วอนจากเพื่อนรักผมไม่ไหว ให้มาช่วยฝ่ายอาหาร ผมเลยตกลง ในตอนแรก ผมไม่ได้คิดอะไรเลย "มันก็คืองาน" ผมคิดแบบนี้นะ แต่เมื่อผมได้มาสัมผัสแล้ว มันไม่ใช่ มันคือสิ่งที่บรรยายออกมา ผมสัมผัสได้ถึงบางอย่าง ที่แปลกไป มันเหมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ ที่ดูดผมมาจนถึงทุกวันนี้ คือพูดตรงๆว่าผมไม่เคยเจออะไรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กิจกรรมที่สุดยอด ระบบที่วิเศษ และทีมงาน(ที่รุ่นแรกผมเรียกว่า ขุมจอมมาร เพราะมีจอมมาร อยู่จิงๆนะ จอมมารในแต่ละฝ่าย มันสุดยอดมากๆ) เป็นสิ่งที่ปลูกฝังมาจากรุ่นสู่รุ่น อยากความยิ่งใหญ่มาจนถึงวันนี้ ไม่น่าเชื่อว่า แค่การรวมตัวทางอุดมการณ์ของคน สร้างสิ่งดีๆแบบนี้ได้ นั้นคือสิ่งที่ผมหลงไหลตลอดมา       สิ่งต่างๆที่ได้รับ มันไม่ได้แค่ความสนุก มันคือการเรียนรู้ เหมือนผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ที่บรรยายสิ่งต่างๆ เรียนรู้ว่าอะไรเป็นไปได้อย่างไร ผมไม่ได้แค่สนุก แต่ผมได้เรียนรู้วิธีที่จะสนุก ผมไม่ได้เก่งขึ้น แต่ผมได้เรียนรู้วิธีที่จะเก่งขึ้น       ผมพัฒนาขึ้น มองอะไรกว้างมากขึ้น มีโลกทัศน์ใหม่ๆที่ได้จากการสนทนากัน ผมเปลี่ยนไป ........ จนเราได้ตั้งชมรมขึ้นมาจริงๆ ผมเป็นคนหนึ่ง ที่เกลียดการอยู่ชมรมมาก ผมอยู่มาหลายครั้ง และทนไม่ได้ทุกครั้ง แม้กระทั่งชมรมรักษ์ช้าง ที่ร่วมสร้างมา ก็ทนไม่ได้กับชมรมที่ตนเองร่วมสร้าง ผมกลัวมากกว่านั้น ที่จะต้องมารู้สึกแย่ๆกับสิ่งที่ผมรักนี้ แต่มันต่างออกไป ผมรักชมรมนี้ขึ้นเรื่อยๆ ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนตอนนี้ ได้ผันตัวมาเป็นที่ปรึกษาแล้ว มองชมรมที่ร่วมสร้างมานี้ เติบโตขึ้นน พัฒนาขึ้น "เมื่อไหร่กันนะ" ผมคิด "เวลาที่เราต้องจากสิ่งนี้ไป" ทำไมนะหรอ "เพราะผมไม่อยากจะจากมันไปเลยนะสิ" "ใช่ไหมหละ สิ่งที่ผมรัก" ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในทุกกิจกรรมในชมรม มันคือสิ่งที่แปลกใหม่ มันไม่ใช่วิชาการน่าเบื่อๆ แต่มันคือการเรียนรู้ที่ดี มันคือการเรียนรู้ที่ไม่ได้หยิบยื่นให้ แต่ได้รับไปอย่างเงียบๆ มันวิเศษ โอ้ว ผมรักมันจิงๆเลยอ่ะ       ผมยอมรับ ว่าผมเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่รักนี้หลายครั้ง แต่เชื่อไหม ไม่มีครั้งไหน ที่น้ำตาจากความเศร้าไหลออกมาสักครั้ง .......... รักนะ Cubic Creative
 
                    
                            ผมทำงานในชมรมนี้มาก็หลายปี ตั้งแต่วันแรกที่ย่างเท้าเข้าไป จนถึงวันนี้ ทำงานในสายงาน "สวัสดิการ อาหาร และ สถานที่" มาโดยตลอด คงเพราะเป็นความชำนาญเฉพาะบุคคลด้วยมั้ง ที่ศึกษาสายนี้มาตรงๆเลย เลยอย่างจะกล่าวถึงฝ่ายนี้สักหน่อย ตลอด สองปี ที่ทำ และ อีกปีที่เป็นที่ปรึกษา สำหรับบางคนอาจจะมองว่า "ฝ่ายอาหาร สถานที่ มันให้ใครทำก็ได้" พี่ไม่เคยคิดแบบนี้เลย มันกลับเป็นฝ่ายที่น่าหลงไหลเป็นที่สุด แล้วไม่ใช่ว่าใครทำก็ได้ มันลึกซึ้ง กวานั้น มันต้องเข้าใจอะไรที่ถ่องแท้และเข้าใจในองประกอบต่างๆทั้งหมด ถึงจะทำออกมาให้ดีได้ ถึงฝ่ายนี้จะอยู่เบื้องหลังสุดๆ แต่มันคือฝ่ายที่สร้างความสุขได้มากที่สุดเหมือนกัน พี่ไม่รู้ว่าใครจะสัมผัสมันได้ไหม แต่พี่คนหนึ่หละ ที่สัมผัสและมีความสุขกับฝ่ายนี้ตลอดเวลา รอยยิ้มที่มีความสุขของน้องเวลาทานอาหาร กินข้าวกันอย่างสนุก หรือเห็นน้องนอนกันอย่างมีความสุข มันก็คือความสุขเล็กๆที่สัมผัสได้ น้องคนไหนไม่ทานข้าวสักคน พี่ก็เป็นเดือดเป็นร้อนใจตลอด และสุดท้าย มันก็ลงเองด้วยดีเสมอ เฮ้อดีจัง  ตลอดระยะเวลาที่ทำมาตลอด นั้น เหมือนผมได้ผูกขาดฝ่ายนี้ไปแล้วกลายๆ (เหอๆ) มันกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผมไปแล้ว คงเพราะไม่ค่อยมีวัยรุ่นคนไหนสนใจในสายงานนี้จิงๆ แต่อย่างน้อย ผมได้เพาะอุดมการณ์คงฝ่ายนี้ทิ้งไว้ หวังว่าสักวัน มันจะเติบโตและงดงามเหมือนเดิมนะ ไม่เคยทำฝ่ายไหนที่ สุขใจ สบายใจ เท่าฝ่ายนี้ จิงๆนะ
 
                             สุดท้าย สิ่งที่ผมประทับใจที่สุดคือ ทีมงานและ อาจารย์ ขอเริ่มด้วยอาจารย์ก่อนเลย ผมประทับใจมากๆๆๆๆ ที่ได้ทำงานกับอาจารย์ชุดนี้ (บอกตรงๆหลายชมรมที่ผ่านมา ผมทนอาจารย์ไม่ได้) เป็นอาจารย์ที่เปิดโอกาศให้ผมได้เรียนรู้ และแนะนำ การทำงานต่างๆ ผมรู้สึกว่าอาจารย์ไม่ได้สอนวิชาการให้ผมนะ อาจารย์กลับสอนอะไรที่สำคัญกว่านั้นมากนัก นั้นคือ วิธีการใช้ชีวิตและการทำงาน ขอบคุณมากครับ
 
                              และสุดท้ายจริงๆ ทีมงานทุกๆคน พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทุกคน ที่ฝ่าฟันอุปสรรคมาด้วยกัน ร่วมเหน็ดเหนื่อยมาด้วยกัน ทำงานมาด้วยกัน เผชิญปัญหาต่างๆมาด้วยกัน อดนอนมาด้วยกัน และ ร้องไห้มาด้วยกัน ผมพี่ยอมรับตรงๆว่า ไม่เคยสุขใจทำกับทำงานกับกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นพี่ๆ ที่เก่งจนสามารถถือเปนแบบอย่างได้ วางรากฐานที่ดีให้พวกเรามาจนถึงทุกวันนี้ สัมผัสได้ว่าพี่ห่วงใยผม รักผม อย่างน้อยผมอาจจะไม่ได้เป็นรุ่นน้องที่ดีมากมายนัก แต่ผมก็รักพี่ๆทุกคนเหมือนกัน ความอบอุ่นตรงนี้ มันทำให้ผมกลับคิดได้ว่า ผมควรจะรักน้องๆของผมอย่างไร รักให้ได้มากเท่าที่พี่ๆรักและไว้ใจผม เพื่อนๆ ที่เหนื่อยมาด้วยกัน และรุ่นน้องทุกๆคน ในตอนแรกนั้น พี่ไม่ได้คิดอะไรมากขนาดที่จะมาบรรยายเป็นความรู้สึกที่ดีได้ จนพี่ได้ไปทำค่าย Innovator กับพี่นัท ความรู้สึกมันแปลกไป มันไม่มีความสุขเลยจริงๆ การที่เราเคยชินการทำงานกับกลุ่มตรงนี้ เปลี่ยนไปสู่กลุ่มใหม่ ที่ไม่ชิน ผมรับไม่ได้ดีนัก จนในที่สุดร่างกายมันก็รู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมา คืนนึงในค่ายนั้น ผมมานั่งนึกย้อนมามองในอดีต ที่เราได้ทำค่ายมาด้วยกัน สนิทกันมากขึ้น เข้าใจและรู้ใจกันมากขึ้น จนผมรู้สึกเคยตัวนิดๆที่อยากจะทำงานกับแค่กลุ่มนี้ แต่มันให้สิ่งที่ต่างออกไป พี่รักน้องๆในชมรมขึ้นอีกมาก และรักมาตลอด พี่ไม่รู้ว่าน้องๆจะรับหรือสัมผัสมันได้ขนาดไหน พี่พยายามทุกๆอย่างที่ทำให้งานมันสบายขึ้น รู้ไหมว่าทุกคนคือแรงผลักดัน หรือกำลังใจอันยิ่งใหญ่ที่ทำให้พี่รู้สึกอยากมาทำค่ายต่อ อยากอยู่ตรงนี้ ทำงานตรงนี้ต่อไป หลายๆครั้ง พี่ก็ไม่ใช่รุ่นพี่ที่ดีนัก แต่พี่ก็ทำได้แค่นั้นจริงๆ ไมมีใคร อยากเหนื่อยหรือลำบาก หลยคนถามว่า พี่ทำงานแบบนี้ไม่เหนื่อยหรอ จริงๆแล้วมันก็เหนือยนะ แต่มันไม่รู้สึกเหนื่อยมากหรอก เพราะอย่างน้อยพี่ไม่ได้เหนื่อยคนเดียว แต่เรา เหนื่อยไปด้วยกัน พี่อาจจะนอนน้อย แต่พี่ไม่เคยนอนเป็นคนสุดท้าย พี่อาจจะแทบไม่มีเวลาพัก แล้วใครหละ ที่คอยบอกให้พี่พัก พี่สัมผัสได้ถึงความห่วงใยต่างๆ จากน้องๆทุกคน พี่รู้สึกดีมากๆเลยรู้ไหม พี่รักน้องๆทุกคนมาก และไม่อยากจะจากไปไหน อยากให้เรารักกันแบบนี้ ผูกผันกันแบบนี้ตลอดไป ในชมรมเราก็มีกันแค่นี้ พี่ยังคงอยากให้ทุกคน ทำงานโดยที่ไม่มีการมองว่าใครใหญ่กว่าใคร เขาเป็นรุ่นพี่ ชั้นเป็นรุ่นน้อง ต้องทำตามนั้น ฉันเป็นลูกน้องเขา ต้องทำตาม แต่พี่ อยากให้ทุกคน ทำงานเหมือน "เพื่อน" ที่ทำงานด้วยกัน สนุกไปด้วยกัน และเดินไปตามทางเดียวกัน   อนาคต พี่คงไม่ได้อยู่ดูแลทุกคนแบบตอนนี้ ไม่ได้เข้ามาผูกพันกับชมรมเหมือนตอนนี้ แต่รู้ไหม พี่สัญญาว่าจะไม่ทิ้งน้องๆทุกคนไปไหน งานทุกอย่าง มันเหมือนถนน เส้นนึง ที่ยาวสุดลูกหูลูกตา ทุกก้าวที่วิ่งไป คือเป้าหมายที่มองว่าความสำเร็จอยู่ข้างหน้า พี่จะมองคุณอยู่ห่างๆ วิ่งต่อไป รถที่สวนมา คืออุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ต้องแก้ไข และวิ่งต่อไป เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณถึงเส้นชัย พี่จะอยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหน บอกให้ทุกคนหันหลังกลับไปดูทางที่วิ่งมา และมีความสุขกับมัน อยากที่บอก พี่ไม่สามารถดูCubic Creative เติบใหญ่ไปจนถึงวันพรุ่ง แต่อย่างน้อย พี่ไว้ใจน้องๆทุกคน ภายใต้อุดมการณ์ที่วางรากฐานไว้ ที่อยู่ตรงนี้ ไม่อยากให้มันจางหายไปไหน ผมจะมองดูคุณอยู่ๆห่างๆ ให้กำลังใจอยู่ห่างๆ คุณอาจจะสัมผัสมันไม่ได้ แต่อย่างน้อยอยากให้ทุกคนรู้ไว้ว่า ถ้าเราทุกคนรักกัน สามัคคีกัน เหนื่อยและหายเหนื่อยไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง ก้าวเดินไปด้วยกัน วันข้างหน้ามันย่อมสดใสแน่นอน........พี่รักน้องๆทุกคนมากนะ รักมาก และไม่เคยห่วงใยใครเท่านี้อีกแล้ว....
นับจากบรรทัดล่างสุดไป 26 บรรทัด.... น้ำตาหยดแรกมันหยดมารงนั้นนะ
 
 
14 February

The Best Valentine Day I've ever got.

                                           ถ้าให้พูดกันจริงๆ ผมไม่ค่อยชอบวันวาเลนไทน์เท่าไหร่นะ ตามความคิดผมในสมัยก่อนนั้น ผมไม่เคยมีความสุขกับความรักเลย แล้ววันวาเลนไทน์เนี่ย เป็นวันที่ผมไม่อยากมาโรงเรียนมาก สิ่งที่เห็น..... หลายคนอาจจะมองว่ามันธรรมดาๆ แต่ในสายตาของคนที่เจ็บปวดจากความรัก มันคือความทรมานแบบสาหัสจิงๆนะ หลายครั้งหลายหน ที่ผมเจอความรักที่ทำให้ผมเจ็บ เฮ้ออ ผมไม่เคยมีความสุขเลย ไม่ว่าจะชอบใคร ไม่ว่าจะรักใคร (ผมแยกคำว่า รัก กับ ชอบ ชัดเจนมากๆนะครับ) มันก็ต้องมีเรื่องทรมานใจทุกที ถูกเมินเฉยบ้าง...... ไม่สนใจบ้าง........ ผมเจอะเจอกับความรักที่ไม่สวยงามสักเท่าไหร่มาโดยตลอด ไม่มีความสุข เหงา เศร้า ทุกๆครั้ง ที่เห็นคนที่เขารักกัน มีความสุขกัน มักบอกตัวเองเสมอว่า สักวันนึงเราคงเจอแบบนั้นบ้าง..... พยายามทำดีมาตลอด สุดท้ายก็ไม่มีอะไร บทเรียนเหล่านี้สอนให้ผมรักคนเป็นมากขึ้น จากรักเพื่ออยากมีแฟน มันเรื่มเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป .....  
 
                                      ในตอนนี้ผมพูดตรงๆ ว่าผมไม่ได้ต้องการอะไรมากมาย ขอเพียงแค่ผมได้รับความรักตอบบ้าง เขามีความสุขที่ได้รักผม แล้วผมได้รักเขา แค่นี้แหละที่ผมต้องการในตอนนี้ เห็นเขามีความสุข เขายิ้ม เขาสนุกสนาน ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้ว ไปไหนด้วยกันบ้าง เจอกันบ้าง มันก็เป็นความสุขที่เพิ่มเติมเข้ามา แต่ขอเพียงเท่านี้........ ใครสักคนช่วยรักผมหน่อยได้ไหม
 
                                      จนวันนี้ วันวาเลนไทน์ปีนี้ พูดได้ว่าเป็นวันวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดเลยจริงๆ เพื่อที่จะทำให้ผู้หญิงคนนึงมีความสุข คนที่ผมรัก.... ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา ผมมีความรู้สึกจากการที่ได้คุย ได้แลกเปลี่ยนความคิด ได้ทำกิจกรรม ผมรู้สึกว่าผมได้พบกับอะไรบางอย่าง สิ่งที่สำคัญแล้วผมว่าจะพิเศษจนเติมเต็มผมได้ 8 เดือน....ที่ผมพยายามทำทุกอย่าง อะไรก็ได้ เหนื่อยก็ไม่เปนไร อย่างน้องเขาคนนี้มีความสุข.....ผมสบายใจ....ผมยอม.....ผมทำให้ได้.....ทุกครั้ง มันเป็นความสุขเล็กๆ ที่ผมไม่เคยบอกหรือกล่าวมาก่อน งานประจำปี..... วันปีใหม่..... กิจกรรมต่างๆ....... ผ่านไป ด้วยรอยยิ้ม.... เหนื่อยบ้าง ไม่เป็นไร...... เห็นเขาสบายใจ....นี้คือความสุขเล็กๆของผมหละนะ
 
                                       8 เดือนที่ผมเก็บไว้ตลอด ไม่ได้บอกเธอตรงๆสักที ว่ารักเธอขนาดไหน ผมตัดสินใจกับตัวเอง โอเค วันวาเลนไทน์นี้แหละที่ผมจะบอกความในใจ แล้วรู้ไหม ผมยังไม่เคยพูดจากปากตัวเองว่ารักใครเลยนะ.....นี้คือครั้งแรกที่ผมจะพูด...ผมจะทำ  ของขวัญที่ผมจะให้อยากน้อย ให้เขารู้สึกว่า ผมตั้งใจทำ และผมทุ่มเทให้จริงๆ ที่จะสร้างของชิ้นนึงขึ้นมา ผมใช้เวลา 1 เดือนครึ่ง ในการทำงานทั้ง เริ่มจากการรวบรวมสิ่งต่างๆ คัดสรรแต่สิ่งที่คิดว่าดีที่สุด เยี่ยมที่สุด ทำและตกแต่งให้ออกมาดูดีที่สุด.... นั่งตัดกระดาษ... พับดาวทีละดวง..... กดจนนิ้วเจ็บ แต่ไม่เป็นไร..... จนในที่สุด ผมได้ของขวัญที่กลั่นมาจากใจจริงๆ ผมทำเต็มที่แล้ว แล้วผมก็ว่ามันคือที่สุดของที่สุดแล้วหละ ที่ผมจะพอทำได้ ผมรวบรวมความกล้าที่สุดในชีวิต ดอกกุหลาบ 1 ช่อ และของขวัญชิ้นนี้ มอบให้เขา.......บอกเขาว่ารัก และอย่างน้อยก็หวังว่าเขาจะมีความสุข......เขาจะดีใจ ที่ได้สิ่งต่างๆเหล่านี้....จากผม  
 
หัวใจ....... ดอกไม้.........และเสียงเพลง......
                                    
                                              จริงแล้วผมไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน การที่ใช้เวลาทั้งหมดสร้างของขึ้นมา เงินที่เสียไป มันอาจจะเหนื่อยบ้าง..... ล้าบ้าง..... มีตลอดเวลา ถึงสิ่งต่างๆเหล่านี้ มันจะเลือกที่จะดึงกลับคืนมาไม่ได้ แต่ผมก็ดีใจ ที่ผมได้ทำ ไม่มีอะไรต้องเสียดาย อยากน้อยผมก็ได้บอกเขาไปตรงๆจากปากผมเอง......หนึ่งครั้ง..........ครั้งแรก หลังจากเวลานั้น ทุกอย่างกลับเป็นเหมือนปกติ ทุกอย่างสู่เรื่องเดิม ผมยังคงทำงาน หรือ เรียนไปตามปกติทุกๆวัน แต่รู้ไหมความทรงจำทั้งหมด มันไม่ได้หายไปไหนเลย มันยังอยู่ ใบหน้าของเธอตอนที่ผมได้พุดความในใจ ตอนที่คุณรับของ ผมจำได้...และจะยังคงจำตลอดไป......อย่างน้อยผมก็รู้สึกตัว.....ว่าผมกำลังมีความรัก......ให้กันเธอคนนึง....ซึ้งผมไม่เสียดายอะไร.....ที่มันจะทำให้เธอสุขใจ สบายใจได้ ผมจะทำ....

ปล.1 ขอบคุณมากสำหรับวันนี้ ผมไม่เคยมีวันวาเลนไทน์ที่มีความสุขแบบนี้มาก่อน ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา นี้คือความทรงจำที่แสนดี ที่ผมจะเก็บมันตลอดไป ผมรักคุณมากนะ..........
 
ปล.2 แรงบันดาลใจจากการทำ Space นี้ มาจากการที่อ่านข้อความในSpace ของอิ๊ก
 
ปล.3 อยากขอบคุณทุกๆคนจริงๆ ที่เป็นกำลังใจทั้งหมด ตั้งแต่เริ่มต้น คำแนะนำต่างๆ.....ทำให้ผมมีความกล้าที่จะทำในวันนี้ ที่ทำให้ผมมีวันวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดในชีวิตที่เคยมีมา
 
ปล.4 อยากขอบคุณน้องคนนึง.....ที่แสนดี...ให้คำปรึกษาพี่ตลอดเวลา....ให้กำลังใจพี่ตลอดเวลา ทุกครั้งที่พี่ท้อใจกับเรื่องนี้ เสียใจ คิดมากกับสิ่งต่างๆ ก็คอยอยู่เป็นคนที่ทำให้พี่สบายใจเสมอๆ และที่สำคัญ เป็นคนที่ทำให้พี่รู้จักคำว่า "รัก" ที่สมบูรณ์เป็นยังไง และวันวาเลนไทน์ที่ดีที่สุดนี้ น้องคนนี้ก็ได้เป็นกำลังใจหลักจริงๆที่ทำให้มันเกิดขึ้น ขอบใจมากจริงๆ....ถ้าเปรียบกับนิทาน ก็คงเป็น"นางฟ้า"ที่มาช่วยซินเดอเรล่า.....ให้คลายเศร้าและทำให้พบกับคามสุข
 
ปล. 5 ขอบคุณโลกใบนี้ ที่ทำให้มีวันดีๆ ที่ทำให้มีความรัก..... และทำให้ผมมีความสุข
 
 
第 1 張 / 共 10 張